ทำไมต้องปฏิบัติธรรม: ธรรมชาติสามฝ่ายที่ควบคุมชีวิตเรา
เรามาปฏิบัติกันนะ การปฏิบัติธรรมนี้มีความจำเป็นและสำคัญต่อทุกๆ ชีวิตอย่างยิ่ง เพราะเราอยู่ภายใต้การควบคุมของธรรมชาติทั้ง 3 ฝ่าย เมื่อฝ่ายหรือฝ่ายอัพยากตะได้โอกาสก็จะเข้ามาเป็นเจ้าเรือน แล้วก็เหนี่ยวนำพลังงานของเขา เป็นไปเพื่อควบคุมสรรพสัตว์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เป้าหมายของตัวเขา มีแต่ธรรมชาติฝ่ายเท่านั้นที่จะให้คุณให้ประโยชน์ ให้ความเข้าใจ ให้ความถูกต้องและความดีงาม ให้ความสำเร็จสมปรารถนา และให้ความสงบสุขแก่เราได้ ธรรมชาติฝ่ายอื่นล้วนไม่ให้คุณไม่ให้ประโยชน์ ซ้ำยังก่อทุกข์โทษภัยเป็นอันมากแก่เรา ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจที่จะดำรงอยู่ในธรรมชาติฝ่ายกุศล และหลีกเลี่ยงที่จะดำรงอยู่ในธรรมชาติฝ่ายอื่น
คำสอนสามส่วนของพระพุทธองค์เรื่องสัมมาสติ
แต่ในการที่จะดำรงอยู่กับธรรมชาติของระบบกุศลธรรมนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอพึงชัดในกาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อขจัดอภิชฌาและโทมนัสของโลกให้สิ้นไป คำสอนของท่านในการดำรงอยู่กับระบบกุศลธรรมนั้นแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือวิธีการที่ท่านสอนว่าต้องกำหนด กำหนดคืออะไร คือการหมายไว้ การระบุ และการเจาะจง เพื่อที่จะเข้าไปรู้ หมายไว้ตรงไหน ระบุตรงไหน เจาะจงตรงไหน นั่นหมายความว่าใจจะถูกใส่ไว้ตรงนั้น
กำหนดตรงไหนรู้ตรงนั้น: ทดลองที่เท้าและลมหายใจ
เราระบุที่เท้า เจาะจงที่เท้า หมายไว้ที่เท้า เมื่อเราเข้าไปรับรู้เย็นร้อนอ่อนแข็งเราก็รู้ แต่ทำไมก่อนหน้านี้ไม่รู้ ทั้งที่ระบบเซลล์ประสาทก็มีอยู่ก็ทำงานอยู่ด้วย ทำไมเราจึงไม่รู้เย็นร้อนอ่อนแข็ง ถ้าหากเราไม่ได้เอาใจไปใส่ไว้ก็ไม่มีทางรู้ได้ ทั้งที่ระบบประสาทและสมองก็มีอยู่ทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกัน ขณะนี้ลมหายใจของเรา เรากลับมาที่ลมหายใจ เราจึงได้รู้ว่าเรามีการหายใจเข้าหายใจออก หายใจเข้ายาวก็รู้ว่ายาว หายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าสั้น แต่ในขณะที่เรารู้ที่ลมหายใจ เราก็จะลืมที่เท้า พอเรานึกถึงที่เท้า ใจก็ไปอยู่ที่เท้า วิญญาณในส่วนที่รับรู้คือส่วนของใจที่รับรู้เป็น ไปอยู่ที่เท้าทันที ทั้งที่ทุกอย่างยังคงทำงานอยู่ สมองก็ทำงาน เซลล์ประสาทก็ยังทำงาน แต่สำคัญที่ใจ กำหนดตรงไหนใจจะถูกใส่ไว้ตรงนั้น เราจะสามารถรับรู้สัญญาณที่ปรากฏขึ้นตรงนั้นได้ นั่นเองเราก็จะรู้ทันทีว่า หากใจเคลื่อนจากจุดนี้ไปจุดอื่น เราก็จะไปรับรู้สิ่งอื่นแล้วจะลืมสิ่งนี้ไป ในขณะที่เรากำหนดรู้นั้น เบื้องหลังคือพลังงานบริสุทธิ์จะถูกเหนี่ยวนำเข้ามาในกลางความสว่างของดวงรู้ พลังงานบริสุทธิ์นี้ที่ไหลผ่านเข้ามาก็จะมาขับเคลื่อนธรรมชาติฝ่ายกุศล ให้ทำการชำระมลทินให้เบาบาง มลทินเป็นตัวก่อปัญหาและอุปสรรค ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก เมื่อมลทินถูกชำระให้เบาบาง ปัญหาอุปสรรคก็จะเบาบางตามไปด้วย เมื่อมลทินถูกขจัดหมดไป ปัญหาอุปสรรคก็จะหมดไป เราก็จะหลุดพ้นจากมิตินี้ไปสู่มิติที่ละเอียดกว่า
ระบบกุศลธรรมชำระมลทินให้ชีวิตเบาสบายขึ้น
อาจกล่าวได้ว่าการดำรงอยู่กับธรรมชาติฝ่ายกุศลก็เพื่อเหนี่ยวนำพลังงานบริสุทธิ์เข้ามา หรือกล่าวได้ว่าการดำรงอยู่ในระบบกุศลธรรมคือการดำรงอยู่กับการชำระมลทิน หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นไปเพื่อหลุดพ้น หลุดพ้นจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เมื่อหลุดพ้น สัดส่วนของกุศลก็เพิ่มขึ้น ทอนกำลังของธรรมชาติฝ่ายอกุศลให้ลดลง ก็ทำให้ชีวิตเราอยู่ง่ายขึ้น เราจึงรับรู้ได้ถึงความเบาสบาย ปลอดโปร่ง และความมีชีวิตชีวา สภาวะเช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราดำรงอยู่กับธรรมชาติฝ่ายกุศล ธรรมชาติฝ่ายกุศลก็จะนำพลังงานบริสุทธิ์มาชำระมลทินให้หมดไป มลทินหมดไปเราก็จะหลุดพ้นจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง นี่คือส่วนแรกที่พระองค์ทรงสอน จะเห็นว่าเพียงแค่ช่วงต้นก็ทำให้เราเข้าถึงสภาวะที่ดีงาม ปลอดโปร่งเบาสบาย มีชีวิตชีวา เพียงแค่กำหนดรู้ให้รู้อยู่เสมอไม่เผลอแค่นั้นเอง
"ลำโพง" ภายใน: หลักฐานว่าความคิดที่แทรกเข้ามาไม่ใช่ของเรา
พระองค์ยังสอนต่อว่าในการกำหนดรู้นี้ ให้กำหนดรู้ในกายเวทนาจิตและธรรม ทำไมจึงให้กำหนดตรงตำแหน่งนี้ ก็เพราะว่าเมื่อธรรมชาติฝ่ายใดมีการแย่งชิงแล้วสามารถเข้าเป็นเจ้าเรือนได้ เนื่องจากละเอียดกว่าไวกว่า จึงเข้ามาเป็นเจ้าเรือน เมื่อเป็นเจ้าเรือนได้เขาก็จะเอากายเวทนาจิตธรรมของฝ่ายเขาลงมาซ้อนในกายเวทนาจิตธรรมของกายมนุษย์ ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของเขาปรากฏขึ้นในความรู้สึกของเรา สิ่งที่จิตเป็นความคิดความรู้สึกนึกคิดของเขาจึงปรากฏขึ้นในใจเป็นเครื่องรู้ของเรา ใจรู้อย่างไรเราก็รู้อย่างนั้น แต่ไม่มีใครบอกว่าความรู้สึกนึกคิดนี้ที่ธรรมชาติฝ่ายใดแทรกเข้ามาไม่ใช่เรา เราก็คิดว่าทุกความคิดนั้นเป็นของเรา แต่ไม่มีใครเอะใจเลยว่าทำไมเราไม่ได้คิด แต่ความคิดนี้ปรากฏขึ้นหลายครั้ง เราไม่ได้คิดเลยแต่ทำไมมันปรากฏขึ้น บางครั้งเราพยายามปฏิเสธด้วยซ้ำ ไม่เพียงแต่เราไม่คิด เรายังปฏิเสธไม่เอาความคิดเหล่านี้ แต่ความคิดอย่างนี้ก็ยังปรากฏตื้ออยู่ในใจเรา เหมือนเด็กงอแงอยู่ภายใน หากจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง ก็เหมือนลำโพงที่มีเสียง ทั้งที่เราไม่ได้พูด เราไม่ได้คิด เราก็รู้ว่าเราไม่ได้คิด แล้วเสียงภายในมันปรากฏขึ้นได้อย่างไร ลำโพงภายในมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เราไม่ได้คิดเลย เสียงจากลำโพงมันปรากฏขึ้นได้อย่างไร ความรู้สึกมันปรากฏขึ้นได้อย่างไร นั่นแสดงว่าจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่แอบเข้ามาโดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว พฤติกรรมบางอย่างเกินการควบคุมบังคับ บังคับไม่ได้ มันเป็นไปอัตโนมัติของมันเอง แล้วบางครั้งเราก็ไม่ชอบด้วย นอกจากมีเสียงยังมีพฤติกรรมทางกายที่ไม่เหมาะสมอีก บางวันเราก็รู้สึกหงุดหงิดหาสาเหตุไม่ได้ เบื่อหน่ายหาสาเหตุไม่ได้ ทั้งหมดนี้ ถ้าเราไม่สังเกตที่กายเวทนาจิตและธรรมตามที่พระองค์ทรงชี้นำสอน เราจะไม่รู้เลยว่ามีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาสิงในใจเรา ทำให้เรามีพฤติกรรมอันผิดเพี้ยนไม่ปกติ สั่งให้เราบ่นอยู่นั่น สั่งให้เอาว่ากับคนที่เรารัก กับลูกน้องเรา เกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ หลายสิ่งหลายอย่างที่มันไม่ชอบมาพากล เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราเอาใจมากำหนดรู้จึงจะรู้ได้ เหมือนเรากำหนดที่เท้าเราก็รู้เย็นร้อนอ่อนแข็งที่เท้า แต่ถ้าเราไม่กำหนดเราก็ไม่รู้ เช่นเดียวกับลมหายใจ หากเราเอาใจมากำหนดที่กายเวทนาจิตและธรรม เราก็จะรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีการแสดงพฤติกรรมให้ปรากฏขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่เราไม่ได้ทำ มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ธรรมชาติควบคุมสรรพสัตว์ทางกายเวทนาจิตและธรรม
ขจัดอภิชฌาและโทมนัสด้วยอุเบกขา: อุปมาลูกตุ้มนาฬิกา
ส่วนที่ 2 ทำให้เราเข้าใจความจริงว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากล ส่วนที่ 3 คือพระองค์ทรงสอนวิธีแก้ปัญหา ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น ความวุ่นวาย ความทุกข์ยากลำบาก หรือกล่าวได้ว่าทั้งหมดของชีวิตที่วุ่นวายสับสน ก่อทุกข์โทษภัย มีแต่ความยุ่งยากลำบาก ล้วนเกิดจากอภิชฌาและโทมนัส คือความดีใจและเสียใจ ดีใจอันก่อให้เกิดความโลภ เป็นประเด็นให้อกุศลชี้นำให้เกิดความโลภ ทั้งที่มันเป็นผลของ กฎแห่งกรรมให้ได้แค่นี้ แต่เราต้องการมากๆ อกุศลก็จะอาศัยความน่ายินดีเป็นประเด็นชี้นำให้เกิดความโลภ ส่วนโทมนัสคือความเสียใจ อกุศลก็จะเอามาเป็นประเด็นให้เราโกรธแล้วขัดเคืองใจ กล่าวหาคนนั้นคนนี้เป็นต้นเหตุให้เราทุกข์ใจเสียใจ ดังนั้นพระองค์จึงสอนให้ขจัดอภิชฌาและโทมนัสของโลกที่เราดำรงอยู่นี้ ซึ่งเกิดจากการมองผ่านตาหูจมูกลิ้นกาย ไปรับรู้ถึงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส นี่เป็นโลกภายนอก ส่วนโลกภายในก็มีความยินดียินร้าย ดีใจเสียใจ เป็นผลสุดท้าย หรือความเฉยๆ พระองค์ทรงสอนอย่าไปหลงกลเขา จะไม่หลงกลก็ต่อเมื่อเราขจัดอภิชฌาและโทมนัส ขจัดความดีใจเสียใจ โดยการวางใจเป็นกลาง ใจจะได้สมดุล วางใจเป็นกลางๆ โดยอาศัยอุเบกขาธรรม ไม่ยินดียินร้าย เป็นกลางๆ ใจก็จะสมดุล อกุศลก็ชี้นำไม่ได้ สิ่งที่น่ายินดีเราก็รู้ว่าน่ายินดี เล็กๆ น้อยๆ ก็พอ อย่าดีใจเกินไป เพราะเมื่อเราดีใจเกินไป ถึงเวลาเสียใจก็จะเสียใจเกินไปเช่นกัน เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาเหวี่ยงสุดทางไปด้านหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็จะมีพลังงานศักย์ที่จะเหวี่ยงไปสู่สุดทางอีกข้างหนึ่ง ยิ่งสูง พลังงานศักย์ก็ยิ่งมาก ทำให้เหวี่ยงลูกตุ้มไปอีกสุดทางอีกข้างหนึ่ง ดังนั้นเราก็วางใจเป็นกลางๆ ไม่ให้ใจกระเพื่อมมากนัก สวยก็รู้ว่าสวย หล่อก็รู้ว่าหล่อ งามก็รู้ว่างาม รสชาติอร่อยก็รู้ว่าอร่อย เหม็นก็รู้ว่าเหม็น หอมก็รู้ว่าหอม แค่รู้ อย่าไปตื่นเต้นกับมัน อย่าไปยินดียินร้ายกับมัน วางใจเป็นกลางๆ แค่รู้
เสียงชี้นำภายในกับตัณหา: วางใจเป็นกลางเพื่อไม่ให้ตัณหาถูกกระตุ้น
เราสังเกตได้ว่าเมื่อไหร่ที่เราไปรับรู้สิ่งใด ก็จะมีเสียงชี้นำ สวยจังเลย อร่อยจังเลย ชอบๆ เอาอีกเอาอีกนะ เสียงเหล่านี้ปรากฏขึ้นชี้นำเรา หอมๆ เอาอีก อยากได้อีก อยากได้เยอะๆ ทุกครั้งที่เรารับรู้ ถ้าเราไปยอมรับเสียงที่กระตุ้นนั้น มันจะทำให้ตัณหาเพิ่มขึ้นทันที แต่ถ้าเราวางใจเฉยๆ ไม่ยอมรับ ไม่ยอมให้มันกระตุ้นเร้า วางใจเป็นกลางๆ ตัณหาก็จะไม่ถูกกระตุ้นขึ้นมา ตัณหาจะถูกกระตุ้นด้วยการยอมรับเสียงภายใน สังเกตดีๆ ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ราคะ ล้วนต้องมีเสียงชี้นำภายในแล้วเราไปยินดีพอใจในเสียงนั้นทันที เราจะถูกจองจำในมิตินั้นทันที แล้วหลังจากนั้นก็จะบิ้วอารมณ์แห่งตัณหาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกามตัณหา ภวตัณหา หรือวิภวตัณหา ล้วนเกิดจากเสียงภายในชี้นำทั้งสิ้น เมื่อเราประสบกับรูปที่น่ายินดีหรือน่ายินร้ายมากๆ ปฏิกิริยานี้จะชัดเจนมาก สวยมากกับขี้เหร่มาก ขี้เหร่จนเราหวาดกลัว สวยจนเราลืม แบบนี้ล้วนเป็นเรื่องของความยินดียินร้ายทั้งสิ้น พระองค์จึงสอนวิธีแก้ ให้วางใจให้เป็นอุเบกขา ดำรงอยู่ในอุเบกขาธรรม อย่าไปยินดียินร้าย ขจัดความยินดียินร้ายให้หมดสิ้นไป ใจเราประสบสิ่งที่น่ายินดีก็นิ่งเฉย เมื่อนิ่งเฉยก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้ธรรมชาติที่จะควบคุมเราไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นสาระสำคัญที่สามารถเปลี่ยนปุถุชนคนธรรมดาให้เป็นอริยชนได้ ในการเจริญภาวนาก็เช่นกัน ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตาหรือจะทำกิจกรรมใดๆ ก็แล้วแต่ พึงกำหนดรู้ชัดในกายเวทนาจิตและธรรม เพื่อขจัดอภิชฌาและโทมนัสของโลกนี้ให้สิ้นไป ประโยคนี้เป็นประโยคที่เปลี่ยนโลก เปลี่ยนจากสังขตธรรมให้เป็นอสังขตธรรมได้ เพียงประโยคเดียว
เจริญสัมมาสติ: หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง
ในการกำหนดรู้ เจริญ กำหนดตรงไหนก็รู้ตรงนั้น เพราะใจจะถูกใส่ไว้ตรงนั้น ดวงรู้คือส่วนของวิญญาณธาตุจะไปรับรู้เย็นร้อนอ่อนแข็งทั้งหลาย กำหนดตรงไหนก็รู้ตรงนั้น กำหนดสิ่งใดเราก็รู้อยู่กับสิ่งนั้น ดวงรู้คือดวงสติเมื่อตั้งขึ้นแล้วก็จะเหนี่ยวนำเอาพลังงานบริสุทธิ์คือบุญให้ไหลผ่านเข้ามาในกลางความสว่างของดวงรู้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีความชัดเจนว่าขณะนี้เราเอาใจไปใส่ไว้กับอะไร ถ้าใส่ไว้กับสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลของฝ่ายอกุศล ก็จะรู้ว่าใจผิดพลาดแล้ว ตัณหาเกิด ตัณหามี 3 คือกามตัณหา ยินดีพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ภวตัณหาคือยินดีในภาวะความเป็นอยู่ วิภวตัณหาคือไม่ยินดีในภาวะนั้น ก็ล้วนนำทุกข์มาให้ทั้งสิ้น อุปาทานความยึดมั่นก็จะเกิดขึ้นในแต่ละปัจจุบันที่เราดำรงอยู่ ให้ใจเป็นกลางๆ ไม่ยินดียินร้าย ฝึกให้คุ้นกับการวางใจเป็นกลางๆ นิ่งๆ นุ่มๆ เบาสบาย หยุด นิ่งเฉย หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง เฉยในเฉย แล้วกำหนดจะทำให้ดวงหยุดตั้งขึ้น หยุดในหยุดก็เข้าไปสู่มิติภายใน เข้าไปหยุดในหยุดตรงกลางอีก เราก็จะถูกดูดเข้าไปสู่ภายในเอง หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นุ่มเบาสบาย เมื่อเรากำหนดดวงหยุดตั้งขึ้นแล้วก็เข้าไปสู่กลางดวงหยุด เรียกว่าหยุดในหยุด พบดวงหยุดที่ละเอียดกว่าในกลางดวงหยุด ดวงหยุดนั้นก็ขยายออกแล้วเข้าไปสู่กลางดวงหยุด คือหยุดของหยุดของไม่หยุดภายใน เราเข้าไปเรื่อยๆ ทีละชั้นทีละชั้น ถ้าสภาวะมันไม่นิ่ง ก็กำหนดไปให้นิ่ง เข้าไปสู่นิ่งในนิ่งเรื่อยไป สิ่งที่เรากำหนดคือธรรม ธรรมะเป็นดวง เกิดได้ที่เดียวคือที่ใจ เกิดที่อื่นไม่ได้ หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นุ่มเบาสบาย ในกลางของกลาง รู้กลางหยุดกลางนิ่ง ส่งจิตส่งใจเรามุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานในทางสายกลางภายใน เราก็จะค่อยๆ ผ่อนคลาย ใสๆ เย็นๆ นิ่งๆ นุ่มๆ เบาสบาย สะอาดบริสุทธิ์ สว่างไสว รู้อยู่เสมอไม่เผลอ กำหนดสิ่งใดเราก็รู้สิ่งนั้น กำหนดตรงไหนเราก็รู้ตรงนั้น เมื่อเรากำหนดรู้ ดวงรู้คือดวงสติตั้งขึ้น ดวงไม่รู้คือดวงก็ตกไป ดวงสติที่ตั้งขึ้นเป็นดวงกลมใสสว่าง ทำให้เรารู้เนื้อรู้ตัว ในขณะนี้พระรัตนตรัยปรากฏใสสว่างในกลางตัวเรา แล้วก็สว่างในกลางของท่าน ทั้งเราและท่านก็ปรากฏสว่างในกลางของพระนิพพาน กลางของผู้รู้ผู้มีอานุภาพอันไม่มีประมาณนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน พระนิพพานก็แก้ไขช่วยเหลือ กระแสธารแห่งบุญจากความละเอียดลึกของพระนิพพานก็พรั่งพรูเข้าในกลางความสว่างของดวงนี้ผ่านใจเรา ปานพระรัตนตรัยภายใน
เปรียบดั่งการชาร์จ Power Bank: เก็บพลังงานบริสุทธิ์ไว้ในแหล่งพลังงานภายใน
ในแต่ละวัน เมื่อเราเสร็จภารกิจหน้าที่การงาน ทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว กลับบ้านพักผ่อน ทานข้าวอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว เราก็มาเจริญสัมมาสติเพื่อดำรงอยู่กับธรรมชาติฝ่ายกุศล ในกลางของพระรัตนตรัย กลางของพระนิพพาน เพื่อให้ท่านแก้ไขช่วยเหลือ อีกทั้งการแก้คุยทางล่วงหน้าให้กับเรา และเหนี่ยวนำพลังงานบริสุทธิ์เข้ามาเก็บไว้ในแหล่งแห่งพลังงานภายใน เหมือนกับการที่เรากลับมาชาร์จพลังงานมือถือ อย่าง Power Bank เราก็มีแหล่งเก็บประจุพลังงานภายในอยู่ใน โดยเชื่อมกับพระรัตนตรัยและพระนิพพานผ่านธรรมฝ่ายกุศล คือสติ ที่จะนำเอาพลังงานบริสุทธิ์คือบุญพร้อมสมบัติละเอียดและเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงมีสิ่งดีงามเกิดขึ้นมากมาย
แผ่เมตตาธรรมด้วยจิตของมารดา สู่บ้าน สู่โลก สู่จักรวาล
เมื่อเราประกอบคุณงามความดีให้แก่ตัวเราแล้ว เราก็จะมาเกื้อกูลแก่ชาวโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยการเจริญ ธรรมนี้เป็นเครื่องมือที่ธรรมชาติฝ่ายกุศลมีไว้สำหรับให้ผู้มีบุญมากได้เกื้อกูลประโยชน์แก่ผู้มีบุญน้อย โดยการตั้งความปรารถนาดีขึ้นมาเท่านั้นเอง ธรรมอันเป็นกุศลคือเมตตาธรรมก็ตั้งขึ้น กระแสธารแห่งบุญก็จะพรั่งพรูไหลผ่านกลางความสว่างของเมตตาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากเมตตาธรรมนั้นเป็นเครื่องมือ จึงมีคุณสมบัติหลากหลายแตกต่างกัน พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านจึงสอนให้เราน้อมเอาดวงจิตแห่งเมตตาธรรมของมารดาที่มีต่อบุตรน้อยๆ ของตน ดวงจิตที่เปี่ยมด้วยความรักและความปรารถนาดีต่อบุตรอย่างจริงใจ เอาดวงจิตดวงนี้ตั้งขึ้นในใจ เมตตาธรรมดวงนี้เป็นดวงเมตตาธรรมที่มีคุณภาพอย่างยิ่ง เมื่อตั้งขึ้นในใจก็จะส่องสว่างกลั่นธาตุธรรมในตัวเราให้สะอาดให้บริสุทธิ์ก่อน แล้วเมื่อเราขยายใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมนี้ออกไปครอบคลุมบ้านเรือนที่พักอาศัยของเรา เมตตาธรรมก็ส่องสว่างกลั่นทุกอณูของผู้คนสรรพสัตว์สรรพสิ่งให้สว่างไสวใสเย็นสะอาดบริสุทธิ์ แล้วก็แผ่ขยายกว้างขวางออกไปสู่เพื่อนบ้าน ครอบคลุมทั้งหมู่บ้าน ขยายต่อเนื่องไปสู่ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ เพื่อนบ้านนานาประเทศ จนกระทั่งครอบคลุมไปทั้งโลก ให้โลกนี้เป็นดุจโลกแก้วที่สว่างไสวใสเย็นสะอาดบริสุทธิ์ ด้วยความรักและความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ปรารถนาให้ชาวโลกและสรรพสัตว์พ้นทุกข์มีความสุขทั่วหน้า ทั้งภุมมเทวา รุกขเทวา อากาศเทวา ชาวสวรรค์ทุกชั้นฟ้า อีกทั้งพรหม อรูปพรหมทั้งหลาย รวมถึงสัตว์นรก อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ขอสรรพสัตว์จงพ้นทุกข์มีความสุขทั่วหน้า ท่านที่มีทุกข์มากก็ขอให้ทุกข์น้อย ที่มีทุกข์น้อยขอให้หมดทุกข์มีความสุข ที่มีสุขน้อยก็ขอให้มีสุขมาก ท่านที่มีสุขมากแล้วก็ขอให้มีสุขมากยิ่งๆ ขึ้นไป แล้วขยายต่อไปสู่บรรยากาศของจักรวาล ครอบคลุมดวงดาวน้อยใหญ่นับสิบนับร้อยพันหมื่นแสนล้านดวง และขยายต่อเนื่องไปสู่หมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล เมตตาธรรมของเราก็แผ่ขยายกว้างขวางออกไปไม่มีประมาณ ใจเราก็จะขยายเบิกบาน โล่ง ว่าง เบาสบาย ใสๆ เย็นๆ สะอาดบริสุทธิ์สว่างไสว
เมตตาธรรมกลั่นมลทินและเกื้อกูลสิ่งแวดล้อม
แสงแห่งเมตตาธรรมก็ส่องสว่างไปสู่กลางใจของผู้คนและสรรพสัตว์ ขจัดปฏิฆะความขัดเคืองอันเป็นมลทินให้มลายหายสิ้น ธรรมชาติฝ่ายกุศลก็เข้าสิงสถิตเป็นเจ้าเรือนของใจของใครก็ของคนนั้น เหนี่ยวนำพลังงานบริสุทธิ์เข้ามาขับเคลื่อนระบบกุศลธรรม ทำการปรับปรุงแก้ไขธาตุธรรมให้สะอาดบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนของกุศลเพิ่มขึ้น กำลังของอกุศลอัพยากตะลดลง ชีวิตก็อยู่ง่ายขึ้น กายก็เบาใจก็เบา กายก็ละเอียดอ่อนใจก็ละเอียดอ่อน นุ่มนวลละมุนละไมทั้งกายและใจ เหมาะสมควรแก่การงานมากขึ้น เบาสบายมากขึ้น มีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น เมตตาธรรมยังกลั่นทุกอณูของบรรยากาศ ทั้งดิน น้ำ อากาศ ฟ้า ภูเขา ท้องทะเล มหาสมุทร ต้นไม้ใบหญ้า ตึกรามบ้านช่อง ข้าวของเครื่องใช้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ให้สว่างไสวใสเย็นสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การดำรงอยู่อาศัยของผู้คนและสรรพสัตว์ บุคคลใดผู้เกื้อกูลประโยชน์แก่โลกและจักรวาล บุคคลนั้นย่อมสามารถใช้สมบัติของโลกและจักรวาลได้ ให้เราเจริญเมตตาธรรมฝึกไปเรื่อยๆ ให้เป็นปกตินิสัย บทบาทหน้าที่ของกายมนุษย์ทำได้เพียงแค่กำหนดรู้ กำหนดเมตตาธรรมแล้วทรงสภาวะเป็นความรักหรือความปรารถนาดีไว้เท่านี้เอง นึกไปเรื่อยๆ อย่าให้เลือนหายไป เมตตาธรรมก็จะทำหน้าที่ในการกลั่นทุกอณูของผู้คนสรรพสัตว์สรรพสิ่งให้สว่างไสวใสสะอาด ขจัดปฏิฆะความขัดเคืองให้มลายหายสิ้นไปเอง
บทอุทิศส่วนกุศลและคำอธิษฐานปิดท้าย
ขณะที่กระแสธารแห่งบุญพรั่งพรูผุดผ่านในกลางความสว่างของเมตตาธรรมที่เราทรงสภาวะไว้ เราก็จะอุทิศส่วนแห่งบุญนี้ให้แก่ชาวโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลายได้มีส่วนในบุญที่เราได้ตั้งใจกระทำไว้ดีแล้วนี้ด้วย ทั้งบรรพบุรุษหมู่ญาติของเรา พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ ลุงป้าน้าอา ผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย รวมถึงเทวดาที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูล อีกทั้งผู้เลี้ยงผู้รักษา สรรพสัตว์ที่เราเคยล่วงเกิน ทั้งหลาย ขอให้ซึ่งกันและกันและได้รับส่วนแห่งบุญนี้โดยทั่วหน้า แล้วรวมใจหยุดรวมใจนิ่งในกลางกระแสธารแห่งบุญที่ยังคงพรั่งพรูผุดผ่านอย่างต่อเนื่อง หยุดนิ่งไปในกลางความสุขกลางความบริสุทธิ์ของบุญธาตุ รวมใจหยุดรวมใจนิ่งเป็นในกลางของพระรัตนตรัย กลางของพุทธรัตนะ กลางของธรรมรัตนะ กลางของสังฆรัตนะ อีกทั้งกลางของมหาปูชนียาจารย์ หยุดนิ่งไปในกลางกายธรรมสุดละเอียดของพระเดชพระคุณหลวงปู่ และหยุดนิ่งไปในกลางกายธรรมสุดละเอียดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ อีกทั้งหยุดนิ่งไปในกลางกายธรรมสุดละเอียดของคุณยายอาจารย์ ใจเป็นธาตุสำเร็จ กำหนดเช่นไรก็เป็นเช่นนั้น เราจะเห็นท่านชัดหรือไม่ชัดก็ไม่เป็นไร หรือไม่เห็นท่านก็ไม่เป็นไร มีความจำเป็นที่เราจะต้องหลอมรวมใจเรากับพระรัตนตรัยและมหาปูชนียาจารย์ เพราะท่านเป็นผู้มีคุณอันไม่มีประมาณแก่เรา ทุกอณูวินาทีท่านไม่เคยหยุดหย่อนในการช่วยเหลือแก้ไขเรา ทั้งแนะทั้งนำทั้งสั่งทั้งสอน แม้เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม พระคุณของท่านที่มีต่อเราจึงไม่มีประมาณ เราจำเป็นต้องตระหนักในคุณอันไม่มีประมาณของท่าน ทุกครั้งที่เราลึกซึ้งนึกถึงท่าน เราจะปรากฏใสสว่างในกลางท่าน ท่านจะปรากฏใสสว่างในกลางตัวเรา อีกทั้งเราและท่านจะปรากฏสว่างในกลางของพระนิพพาน กลางของผู้รู้ผู้มีอานุภาพอันไม่มีประมาณนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระอรหันตเจ้าทั้งปวง
ในขณะที่เราปรากฏใสสว่างในกลางท่าน ท่านปรากฏใสสว่างในกลางตัวเรา เราก็จะได้มากราบขอพรท่าน เพื่อจะได้อธิษฐานจิตตั้งผังสำเร็จติดไปในกลางดวงบุญ ให้ความปรารถนาดีของเรานี้มีผลไปทุกทุกชาติตลอดเส้นทางการสร้างบารมี ให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปด้วยความรู้คู่ความสุขและความบริสุทธิ์ ทั้งความสำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม กราบขอพรขอบุญบารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจสิทธิเฉียบขาดของพระนิพพานทั่วธาตุทั่วธรรม อีกทั้งขอบารมีธรรมของหลวงปู่หลวงพ่อคุณยายอาจารย์ ขอบุญบารมีทั้งหลายเหล่านี้จงประมวลรวมกับบุญบารมีที่เราได้ตั้งใจสั่งสมดีแล้วตั้งแต่ปฐมชาตินับภพนับชาติไม่ถ้วนเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ขอบุญทั้งหลายเหล่านี้จงประมวลกันเข้าให้เป็นบุญศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์มีเดชมีอานุภาพทวีไม่มีประมาณ มากลั่นกายวาจาใจ ธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ ดินน้ำลมไฟ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุของพวกเราให้สว่างไสวใสเย็นสะอาดบริสุทธิ์ ให้พวกเราหลุดพ้นจากวิบัติบาปศักดิ์สิทธิ์ วิบากกรรมวิบากมารอุปสรรคต่างๆ นานาในชีวิตให้มลายหายสูญ ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ ราคะ อวิชชา ทิฐิ ตัณหา อุปาทาน ก็ให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ให้พวกเรามีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงและแทงตลอดในได้สำเร็จ ให้มีสุขภาพอนามัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีอายุยืนยาวได้สร้างบุญสร้างบารมีไว้ได้ตลอดชีวิต มีกำลังใจสูงส่งไม่สิ้นสุดในการสร้างบารมี มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานสู่ที่สุดแห่งธรรม ขอความปรารถนาดีงามทั้งปวงนี้จงเป็นผลสำเร็จแก่พวกเราทั้งหลายนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ด้วยอานุภาพอันไม่มีประมาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ขอจงสมความปรารถนาทุกประการเทอญ